วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ไวรัส

โรคไวรัสตับอักเสบ บี Hepatitis B
โรคตับอักเสบ บี เป็นการอักเสบของตับซึ่งเกิดจากไวรัสตับอักเสบ บีโดยเชื้อไวรัสจะบุกรุกเข้าสู่เซลล์ตับและก่อให้เกิดการอักเสบขึ้น ในบางกรณีเชื้ออาจจะอยู่นิ่งเป็นปีๆ โดยผู้ที่มีเชื้อไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้ออยู่ในร่างกาย เชื้อนี้สามารถแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วในเซลล์ตับซึ่งส่งผลก่อให้เกิดการอักเสบและทำลายตับ
เชื้อไวรัสตับอักเสบติดต่อได้อย่างไร                           
เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี สามารถติดต่อทาง เลือด น้ำเชื้อ และน้ำหลั่งอย่างอื่น เช่น น้ำเหลือง ท่านสามารถรับเชื้อได้โดยวิธี
·         มีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อโดยไม่ได้สวมถุงยาง การจูบกันจะไม่ติดต่อถ้าปากไม่มีแผล
·         ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
·         ใช้เข็มสักตามตัวหรือสีที่ใช้สักตามตัวร่วมกัน และการเจาะหู
·         ใช้แปรงสีฟันร่วมกัน มีดโกน ที่ตัดเล็บ
·         แม่ที่มีเชื้อสามารถติดต่อไปยังลูกได้ขณะคลอด ถ้าแม่มีเชื้อลูกมีโอกาสได้รับเชื้อ 90 %และให้นมตัวเอง
·         ถูกเข็มตำจากการทำงาน
·         รักร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้ออยู่
·         โดยการสัมผัสกับ เลือด น้ำเลือด น้ำคัดหลั่ง โยผ่านเข้าทางบาดแผล
เชื้อนี้จะไม่ติดต่อกันทางลมหายใจ อาหาร หรือน้ำดื่ม การให้นม การจูบกัน
เชื้อนี้จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานเท่าไร
อาการของผู้ป่วยโรคตับอักเสบ บี
อาการจะเกิดหลังได้รับเชื้อประมาณ 45-90 วัน บางรายอาจจะนานถึง 180 วันผู้ป่วยที่เป็นแบบเฉียบพลันจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดตามตัวมีไข้ แน่นท้อง ถ่ายเหลวเป็นอยู่ 4-15 วันหลังจากนั้นจะมี ตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะสีเข็ม อาการตัวเหลืองตาเหลืองจะหายไปภายใน 1-4 สัปดาห์บางรายอาจเป็นนานถึง 6 สัปดาห์ จึงสามารถทำงานได้ปกติ
ผลของการเป็นไวรัสตับอักเสบ บี หลังจากเป็นไวรัสตับอักเสบ บีจะมีการดำเนินของโรคดังนี้
1.             90%ของผู้ป่วยหายขาดกล่าวคือภายใน 10 สัปดาห์การทำงานของตับกลับสู่ปกติ และมีภูมิคุ้มกัน
2.             ผู้ป่วยส่วนหนึ่งตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี HbAg + แต่การทำงานของตับปกติ พวกนี้สามารถติดต่อผู้อื่นเรียก carrier
3.             5-10%จะเป็นตับอักเสบเรื้อรัง Chronic hepatitis ผู้ป่วยกลุ่มนี้เจาะเลือดจะพบการทำงานของตับผิดปกติเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนและยังตรวจพบเชื้อตลอด ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีการอักเสบของตับเป็นระยะๆ บางรายเป็นตับแข็ง บางรายเป็นมะเร็งตับ
ท่านไม่มีอาการ แต่ท่านเป็นไวรัสตับอักเสบได้
ผู้ที่เป็นภาหะของโรคนี้จะไม่แสดงอาการให้เห็น ทำให้ไม่ทราบว่ามีเชื้อตัวนี้อยู่ในร่างกายซึ่งอาจจะส่งผลเสียทำให้นำเชื้อสู่ผู้อื่น ดังนั้นก่อนที่จะแต่งงานหรือมีเพศสัมพันธ์ควรจะหาไวรัสตับอักเสบก่อน
การวินิจฉัย
วิธีตรวจ
วัตถุประสงค์ของการตรวจ
เพื่อประเมินสภาพตับและความผิดปกติของตับ ทำให้แพทย์ทราบว่าตับกำลังอักเสบอยู่หรือไม่
เป็นการตรวจเพื่อหามะเร็งในตับ
การตรวจอัลตราซาวน์ตับ
เป็นการบอกว่าตับเกิดการอักเสบหรือเป็นมะเร็ง
การตรวจชิ้นเนื้อตับ
เป็นการบอกความรุนแรงของตับอักเสบ ตับแข็งและมะเร็งตับ
การรักษา
ส่วนใหญ่หายเองได้โดยการพักผ่อน และรับประทานอาหารไม่มัน การให้ยา interferon หรือ lamivudine ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์
การแปรผลการเจาะเลือด
การตรวจเลือด
ผล
การแปรผล
HBsAg
anti-HBc
anti-HBs
negative
negative
negative
เสี่ยงต่อการติดเชื้อ
HBsAg
anti-HBc
anti-HBs
negative
positive
positive
มีภูมิป้องกันการติดเชื้อแล้วจากธรรมชาติ
HBsAg
anti-HBc
anti-HBs
negative
negative
positive
มีภูมิจากการฉีดวัคซีน
HBsAg
anti-HBc
IgM anti-HBc
anti-HBs
positive
positive
positive
negative
ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีเฉียบพลัน
HBsAg
anti-HBc
IgM anti-HBc
anti-HBs
positive
positive
negative
negative
ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง
HBsAg
anti-HBc
anti-HBs
negative
positive
negative
การแปรผลไม่ชัดเจน อาจจะเกิดได้จากเหตุดังต่อไปนี้
1.             หายจากการติดเชื้อ(most common)
2.             False-positive anti-HBc, thus susceptible
3.             "Low level" chronic infection
4.             Resolving acute infection
Hepatitis B surface antigen (HBsAg): เป็นโปรตีนที่อยู่บนผิวของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี HBV จะพบโปรตีนนี้ในปริมาณที่ค่อนสูงสูงในผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน หรือเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง การพบโปรตีนนี้จะบ่งบอกว่าผู้นั้นยังสามารถแพร่สู่ผู้อื่นได้
Hepatitis B surface antibody (anti-HBs): การตรวจพบภูมิต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีร่างกายสร้างภูมิต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีซึ่งแสดงว่าร่างกายเริ่มจะหายจากโรคตับอักเสบ การพบภูมิต่อไวรัสตับอักเสบ บียังพบได้ในผู้ป่วยที่ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ
Total hepatitis B core antibody (anti-HBc):โปรตีนชนิดนี้จะเริ่มพบตั้งแต่เริ่มต้นการติดเชื้อ และจะพบตลอดชีวิต การตรวจพบโปรตีนชนิดนี้แสดงถึงว่าเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี มาก่อน
IgM antibody to hepatitis B core antigen (IgM anti-HBc):การตรวจพบโปรตีนชนิดนี้หมายถึงว่าเพิ่งจะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีไม่เกิน 6 เดือน
Adapted from: A Comprehensive Immunization Strategy to Eliminate Transmission of Hepatitis B Virus Infection in the United States: Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices. Part I: Immunization of Infants, Children, and Adolescents. MMWR 2005;54(No. RR-16).

หากท่านติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ท่านจะปฏิบัติตัวอย่างไร
เมื่อท่านตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ท่านควรจะขอรับคำแนะนำจากแพทย์ในการดูแลตัวเอง และต้องคำนึงถึงบุคคลใกล้ชิดด้วยเพราะท่านอาจจะนำเชื้อไปสู่คนใกล้ชิด วิธีการปฏิบัติตัวหากท่านมีเชื้ออยู่ในร่างกาย
·         หากท่านเป็นตับอักเสบ บี ท่านไม่ต้องกังวลเพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เองและมีภูมิคุ้มกัน
·         รับประทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

·         รับการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพราะการตรวจเลือดจะทำให้ทราบว่าตับท่านมีการอักเสบมากหรือน้อย



อ้างอิง     http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/GI/hepatitis/hepatitis_b.htm#.VlmEsh1qO3g

แบคทีเรีย

โรคอาหารเป็นพิษที่มีสาเหตุจาก Clostridium perfringens

เชื้อที่เป็นสาเหตุ คือ Clostridium perfringens type A ซึ่งมีรูปร่างเป็นท่อน ย้อมติดสีแกรมบวก สร้างสปอร์ เคลื่อนที่ไม่ได้ เป็นแอนแอโรบ เจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 43 - 47 องศาเซลเซียส แต่เจริญได้ในช่วงอุณหภูมิ 15 - 55 องศาเซลเซียส เชื้อจะไม่เจริญที่ pH ต่ำกว่า 5.0 หรือสูงกว่า 9.0 และถูกยับยั้งการเจริญด้วยโซเดียมคลอไรด์ความเข้มข้นร้อยละ 5
เราสามารถตรวจพบสปอร์ของ C. perfringens ในอาหารสดเช่นเดียวกับที่ตรวจพบในดิน น้ำเสีย และอุจจาระของสัตว์ อาหารที่พบเชื้อได้เสมอคือ เนื้อสัตว์ที่ปรุงทิ้งไว้เป็นเวลานาน ก่อนจะนำไปบริโภค สปอร์ทนความร้อนได้ดี การปรุงอาหารอาจทำลายเซลล์และสปอร์ของบางสายพันธุ์ได้ อย่างไรก็ตาม สปอร์ที่ยังรอดชีวิตได้จะยังงอกและเจริญได้อย่างรวดเร็ว ถ้าไม่นำอาหารไปเก็บรักษาไว้ให้ดี

อาหารที่เป็นพาหะของโรค
อาหารที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคจากเชื้อนี้ เป็นอาหารที่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ ที่เตรียมขึ้นในวันนี้เพื่อรับประทานในวันพรุ่งนี้ ซึ่งการให้ความร้อนไม่เพียงพอที่จะทำลายเอนโดสปอร์ที่ทนความร้อน เมื่ออาหารเย็นลงและถูกนำมาอุ่นอีกครั้ง เอนโดสปอร์จะงอกและเจริญ ทำให้ก่อโรคได้

อาการของโรค
โรคมีระยะฟักตัว นานประมาณ 8- 24 ชั่วโมง หลังจากการบริโภคอาหาร ทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ท้องเสีย มีก๊าซ มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน โรคมักเกิดจากการบริโภคเชื้อเข้าไป จำนวนประมาณ ล้านเซลล์ต่อกรัมของอาหาร และเชื้อจะปล่อยสารพิษในลำไส้ระหว่างเซลล์กำลังสร้างสปอร์ เป็นผลทำให้มีการสะสมน้ำในลำไส้ สารพิษชนิดนี้ไม่ค่อยทนความร้อนคือ จะถูกทำลายที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาที

การป้องกันโรคป้องกันได้โดย
1. แช่เย็นอาหารอย่างรวดเร็วหลังจากการปรุงอาหาร หากยังไม่บริโภค และยังต้องใช้อุณหภูมิต่ำ เพียงพอในการถนอมอาหาร
2. ถ้าจะอุ่นอาหารให้ร้อนอยู่เสมอ จะต้องใช้อุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส
3. ก่อนนำอาหารมาบริโภคจะต้องอุ่นอาหารก่อน

โปรโตซัว

             โรคนอนหรือโรคเหงาหลับ (Afican trypanosomiasis, Sleeping sickness)
สาเหตุ

       เกิดจาก เชื้อปาราสิต มีชื่อว่า Trypanosoma gambiense มีแมลง tsetse fly เป็นพาหะนำเชื้อ

การระบาดวิทยา
       
       โรคนี้ เกิดเฉพาะ บริเวณเขตร้อน ของทวีปอัฟริกา ตั้งแต่ ภาคใต้ของ ทะเลทรายซาฮาร่า ไปจนจรด ภาคเหนือของ ประเทศแองโกลา โรดีเซีย และ โมแซมบิค


วงจรชีวิต
วงจรชีวิตของ Trypanosomiasis
ที่มา : http://www.cdc.gov/dpdx/trypanosomiasisAfrican/ (12 Jul 2014)
       แมลง tsetse กัดคนทำให้ metacyclic trypomastigotes เข้าสู่กระแสเลือดคน เชื้อปรสิตจะเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง body fluids ต่างๆ มีการแบ่งตัว และเพิ่มจำนวน ระยะtrypomastigotes ออกมาใน กระแสเลือดคน เมื่อแมลง tsetse กัดคน trypomastigotesจะเข้าไปเพิ่มจำนวนใน mid-gut และ hind-gutในลำไส้ของแมลง แล้วเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็น procyclic trypomastigotes ซึ่งจะแบ่งตัวจำนวนมาก แล้วเคลื่อนที่เข้าสู่ต่อมน้ำลาย ปรสิตจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็น epimastigote ซึ่งเพิ่มจำนวนได้อีกในต่อมน้ำลาย เมื่อหยุดแบ่งตัวแล้ว epimastigote เปลี่ยนไปเป็น metacyclic trypomastigotes พร้อมที่จะเข้าสู่กระแสเลือดคน
Trypanosoma brucei ssp. in a thin blood smear stained with Giemsa.
ที่มา : http://www.cdc.gov/dpdx/trypanosomiasisAfrican/gallery.html (12 Jul 2014)


Tsetse flies
       เป็นแมลงวันขนาดกลาง (6-15 ม.ม.) สีน้ำตาลเข้ม ปากเป็นแบบ piercing sucking ชี้ไปด้านหน้า
(forwardly projecting proboscis) หนวดมี 3 ปล้อง arista มีขนอยู่ด้านบน เส้นปีกมีลักษณะเหมือนมีดหั่นเนื้อ (Butcher's knife) tsetse fly พบเฉพาะในทวีปแอฟริกา ซึ่งมีพบอยู่ 23 species แมลงวันชนิดนี้ทั้งตัวผู้และตัวเมียดูดเลือดเป็นอาหาร ตัวเมียออกลูกเป็นตัว

ลักษณะของแมลงวัน tsetse ตัวเต็มวัย
ที่มา : http://naruhodo321.exteen.com/20130110/entry (12 Jul 2014)




วงจรชีวิตของแมลง

       วงจรชีวิตของแมลงวัน tsetse นี้ มีลักษณะเฉพาะซึ่งแตกต่างจากแมลงวันชนิดอื่นโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ หลังจากผสมพันธุ์ ตัวเมียจะเก็บสเปิร์มไว้ในถุงเก็บสเปิร์ม (spermatheca) ตัวเมียจะตกไข่ทีละฟองไข่จะผสมกับสเปิร์มที่เก็บไว้ แล้วจะฟักและเจริญเป็นตัวอ่อนในมดลูกโดยตัวอ่อนจะใช้ปากดูดกินอาหารจากผนังมดลูกและ posterior spiracle จะเปลี่ยนแปลงเป็นอวัยวะที่เรียกว่า polypneustic lobe ซึ่งจะโผล่ออกมาจากอวัยวะสืบพันธุ์ของแมลงวันตัวเมีย เพื่อให้ตัวอ่อนได้รับอากาศเมื่อตัวอ่อนโตเต็มที่จะเข้าระยะดักแด้ ซึ่งไม่ต้องการอาหารอีกต่อไปตัวเมียจะออกลูกมาเป็นระยะดักแด้นี้ ตัวอ่อนใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อเจริญเป็นดักแด้ และดักแด้ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ จึงเจริญเป็นตัวเต็มวัย
ตัวเมียออกลูกได้ประมาณ 6-12 ตัว ตลอดวงชีวิตของมัน


พยาธิสภาพ
       เมื่อ Trypanosoma cruzi เข้าสู่ เซลล์และเนื้อเยื้อ จะมี 2ระยะ คือระยะเฉียบพลัน จะมีการอักเสบ บวมแดง บริเวณรอยแผล หรือนูนขึ้นมา เรียกว่า chagoma พร้อมๆกับปรสิตเข้าไปในทุกอวัยวะของร่างกาย ทำให้ มีการทำลายเซลล์และอวัยวะต่าง ๆที่ปรสิตเข้าไปอยู่เกิดการอักเสบ มีให้ตับและม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองโต มีการอุดตันของ RE system มีไข้สูง ส่วนระยะเรื้อรัง จะมีอาการหลังติดเชื้อประมาณ 2-4 เดือน หรืออาจไม่มีอาการ โดยจะแสดงอาการเมื่อปรสิตเข้าไปที่กล้ามเนื้อหัวใจ จะมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ หัวใจล้มเหลว และตายในที่สุด นอกจากนี้ปรสิตยังเข้าปมประสาทต่าง ๆ เช่นระบบย่อยอาหาร ซึ่งจะทำให้การย่อยอาหารและการขับถ่าย ผิดปกติ

อาการและอาการแสดง 
       ผู้ป่วย ที่ถูกแมลง tsetse fly กัด จะเกิด ตุ่มแข็ง สีแดง และเจ็บที่ ผิวหนัง ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 3 ถึง 4 เซนติเมตร ต่อมา แตกเป็น แผล เรียกว่า trypanosomal chancre พร้อมกับ ต่อมน้ำเหลือง บริเวณ ใกล้เคียง อักเสบ ซึ่งจะ ดีขึ้น ภายในเวลา 1-2 สัปดาห์ จากนั้น จะพบเชื้อ ในกระแสเลือด โดยผ่านทาง ท่อน้ำเหลือง ระยะนี้ ผู้ป่วยมี ไข้สูง ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร ร่างกาย ซูบผอม อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เซี่องซึม เหงื่อออก มากกว่า ปกติ และ ต่อมน้ำเหลือง ทั่วไปตาม ร่างกายโต โดยเฉพาะ บริเวณคอ (posterior cervical glands) เรียกว่า Winter-bottom's sign อาการ ดังกล่าว เป็นๆหายๆ ผู้ป่วย ส่วนมาก ซีด เม็ดเลือดขาว ต่ำ ภูมิต้านทานชนิด IgM สูงกว่า IgG ประมาณ 3:1


การวินิจฉัย 

1. เจาะเลือด ทำ thick film สำหรับย้อมสี

2. เจาะเลือดใส่หลอดแก้วที่เคลือบ heparin แล้วนำไปปั่นด้วยความเร็วสูง นำ buffy coat ที่ได้มาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์

3. ใช้วิธี anion exchange column โดยผ่านเลือดลงสารเกาะอิออน เม็ดเลือดจะติดอยู่กับ columnปรสิตจะหลุดออกมา

4. ตรวจปรสิตใน ต่อมน้ำเหลือง ไขกระดูก น้ำไขสันหลัง

5. ตรวจทางน้ำเหลืองวิทยา ELISA technic immunofluorescence technic 

การรักษา 

       ยังคงเป็นเทคโนโลยีจากอดีต คือการใช้ยาที่เป็นอนุพันธ์ของสารหนู (arsenic) ฉีดเข้าไปในกระแสเลือด ซึ่งนอกจากจะทำให้คนไข้เจ็บปวดรวดร้าว และยังอาจทำให้ถึงตายได้เช่นกัน 

ภาวะแทรกซ้อน 

       กล้ามเนื้อหัวใจ อักเสบจากเชื้อ trypanosome ทำให้ หัวใจ เต้นเร็ว ความดันต่ำ และเกิดภาวะ หัวใจล้ม หรือพบ การอักเสบ ของไต ทำให้เกิด membranoproliferative glomerulonephritis ได้ นอกจากนี้ เมื่อเชื้อไป ที่สมองทำให้ มีอาการ เซื่องซึม มีพฤติกรรม ผิดปกติ และง่วงนอน ซึ่งเป็นที่มา ของชื่อโรค African sleeping sickness 

การป้องกัน

1.ย้ายไปอยู่ในถิ่นที่ปลอดภัย หรือรักษาคนในหมู่บ้านให้หาย

2.ฆ่า wild amimal host ที่ tsetse fly กินเลือด

3.ทำลาย bug โดยใช้ ยาฆ่าแมลง

4.ปรับปรุงบ้านไม่ให้เหมาะสมต่อการสืบพันธุ์ของแมลงพาหะ

5.ตรวจเลือดบริจาคและฆ่าเชื้อก่อนถ่ายเลือด

6.ให้ความรู้แก่ประชาชน เกี่ยวกับ triatomide bug ในแง่ของการนำเชื้อและกระจายโรค 






อ้างอิง     http://microbiology-protozoa.blogspot.com/2014/07/trypanosomiasis.html